วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ต่อจากบล็อคที่แล้ว




การรบครั้งสุดท้ายระหว่างขงเบ้งกับสุมาอี้ ขงเบ้งต้องการเสร็จศึกโดยเร็วเพราะมีแม่ทัพเก่ง ๆ เยอะ แต่มีเสบียงน้อย ในขณะที่สุมาอี้นั้นมีเสบียงมากมาย ดังนั้นจึงไม่ยอมออกมารบ ขงเบ้งได้ส่งคนท้าทายสุมาอี้หลายต่อหลายครั้ง ถึงขนาดส่งเสื้อผ้าสตรีเยาะเย้ยให้สุมาอี้แต่ก็ไม่ยอมออกมา ท้ายที่สุด ขงเบ้งก็ต้องตรอมใจตายเนื่องจากหักโหมงานหนักเกินไป ดังคำที่สุมาอี้ทักไว้





สุมาอี้ มีบุตรชาย 2 คน ที่ล้วนแต่มีความสามารถมาก เพราะสุมาอี้มักสั่งสอนและให้ติดตามทำศึกอยู่เสมอ ๆ คือ สุมาสู และสุมาเจียว ภายหลังจากสิ้น 3 คนนี้แล้ว สุมาเอี๋ยน บุตรชายของสุมาเจียว หลานปู่ของสุมาอี้ได้รวบรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียว และขึ้นครองราชย์เป็นเสวียนตี้ฮ่องเต้ ปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์จิ้น เป็นอันสิ้นสุดยุคสามก๊ก และราชวงศ์ฮั่น






เมื่อสิ้นโจยอย โจฮองขึ้นครองราชย์แทน สุมาอี้ถูกตระกูลโจถอดออกจากตำแหน่งไปอยู่บ้านเฉย ๆ เพราะไม่ไว้ใจในความซื่อสัตย์ของสุมาอี้ แม้สุมาอี้จะถูกปลดเป็นเวลานานถึง 10 ปีแล้ว แต่ก็ยังคงฝึกการต่อสู้และมีบารมีในกองทัพอยู่ ท้ายที่สุดก็ทำการรัฐประหารในเมืองลกเอี๋ยง โค่นอำนาจที่คุมกองทัพของตระกูลโจ ที่นำโดยโจซอง บุตรชายของอดีตแม่ทัพใหญ่โจหยิน หมดสิ้น และเป็นตระกูลสุมาที่ได้ขึ้นมาครองอำนาจแทน

ในเรื่องสามก๊กนั้นยกย่องขงเบ้งเป็นกุนซือที่เก่งที่สุด และโจโฉเป็นคนที่เหี้ยมที่สุด แต่เมื่อดูจากเรื่องราวที่ผ่านมาแล้ว พูดได้ว่าสุมาอี้น่าจะเป็นคนที่ร้ายกาจที่สุดในสามก๊ก....


สุมาอี้เสียชีวิตเมื่ออายุได้ 73 ที่เมืองลกเอี๋ยง ด้วยโรคชรา






วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

สุมาอี้ จงต๊ะ




“เล่าปี่ โจโฉ ซุนกวน ต่อสู้แย่งชิงกันมา สุดท้ายสุมาได้ครองแผ่นดิน”


คำๆนี้น่าจะเป็นบทสรุปของเรื่องสามก๊กได้ดีที่สุดล่ะมั้ง
เขาไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังมาจากไหนอย่างมังกรหลับขงเบ้ง แต่จู่ๆก็โผล่ขึ้นมากลายเป็นบุคคลที่ขงเบ้งไม่อาจจะเอาชนะได้จนกระทั่งตายลง






เรื่องสามก๊กเปิดฉากจากเล่าปี่ โจโฉ ภายหลังจึงมีซุนกวน และก็กลายเป็นการต่อสู้ของทั้งสามคน แต่สุดท้ายแผ่นดินจีนกลับไปตกเป็นของตัวละครตัวหนึ่งในเรื่องสามก๊กที่กว่าจะขึ้นมามีบทบาทอย่างจริงๆจังก็ช่วงที่แผ่นดินเริ่มแบ่งเป็นสามแล้ว ซึ่งตัวละครตัวนี้ตอนที่โผล่ขึ้นมาทีแรกยังเป็นเพียงแค่กุนซือธรรมดาๆที่ไม่ได้มีความสำคัญหรือตำแหน่งใหญ่โตอะไรในฝ่ายวุยก๊กของโจโฉ แต่ใครจะคาดคิดว่าภายหลังเขากลับสามารถโค่นล้มตระกูลโจ ปูทางให้ลูกหลานรวมแผ่นดินได้สำเร็จงั้นก็






ไปดูประวัติของจิ้งจอกเจ้าเล่ห์คนนี้กัน


สุมาอี้ หรือซือหม่าอี้ ชื่อรอง จงต๊ะ เกิดในปีค.ศ.179 เป็นบุตรชายคนรองของสุมาฮอง ผู้ว่าการแห่งนครหลวงลั่วหยางในตระกูลขุนนางชั้นสูงแห่งเฮอไนใน วัยเด็กเขาได้รับการศึกษา ร่ำเรียนสรรพวิชา หลักปรัชญาของขงจื๊อ เม่งจื๊อ เรียนหลักพิชัยสงคราม หลักการปกครอง และรำทวน ขี่ม้า ยิงธนู เรียกว่าได้เรียนทุกอย่างครบเครื่องตามแบบฉบับของบุตรที่เกิดจากตระกูลขุนนางเลยทีเดียว และจะว่าไปเขาก็มีพื้นเพการศึกษามาคล้ายๆกับโจโฉ สุมาอี้นับเป็นคนดังคนหนึ่งแห่งเฮอไน ด้วยความอัจฉริยะและความฉลาดหลักแหลมจนเป็นที่กล่าวขวัญ ประกอบกับตระกูลสุมาและโจโฉนั้นมีบุญคุณผูกพันกันอยู่เนื่องจากสุมาฮองบิดาของสุมาอี้นั้นเคยช่วยเหลือโจโฉในสมัยที่ยังรับราชการในเมืองหลวง ด้วยความสัมพันธ์เช่นนี้ทำให้โจโฉอยากได้สุมาอี้ตัวมารับใช้ แต่เขาไม่อยากไปอยู่กับโจโฉ ตามตำราและตามนิยายสามก๊กบรรยายในทำนองว่าสุมาอี้นั้นเกรงกลัวโจโฉจึงไม่อยากไปอยู่ด้วย บางเล่มก็ว่าเพราะโจโฉเป็นคนโฉด หรือไม่ก็เพราะสุมาอี้นั้นก็คิดการใหญ่ไว้เหมือนกัน




สุมาอี้แกล้งป่วยเพื่อบอกปัดไม่ไปอยู่กับโจโฉ แต่โจโฉขู่ว่าหากไม่มาจะจับฆ่าเสีย สุมาอี้จึงจำต้องเข้ารับราชการโจโฉเมื่อได้ตัวสุมาอี้มาแล้ว ก็ให้เขาเป็นเสนาธิการ ที่ปรึกษาด้านการทหาร แต่ก็น่าแปลกที่โจโฉไม่ค่อยจะเชื่อในคำแนะนำของสุมาอี้เท่าใดนัก ทั้งที่ๆความเห็นที่เขาเสนอต่อโจโฉนั้นค่อนข้างจะเฉียบขาดและยอดเยี่ยม ถ้ายังไงจะขอเก็บเอาเรื่องนี้ไว้พูดถึงในตอนหลังอีกทีตอนที่สุมาอี้มาอยู่กับโจโฉนั้นเป็นช่วงที่ดวงของยอดคนผู้นี้กำลังรุ่ง เขาทำสงครามปราบปรามอ้วนเสี้ยวทางภาคเหนือลงได้ ทำให้กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ควบคุมแผ่นดินภาคเหนือและกลางขอประเทศได้ทั้งหมด และเตรียมตัวจะทำการรุกลงใต้เพื่อรวมประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว








ช่วงปลายชีวิตของโจโฉนั้นเขาเคยพูดกับโจผีเกี่ยวกับสุมาอี้ในทำนองว่า อย่าให้เจ้านี่มันได้กุมอำนาจทหารเด็ดขาด แสดงว่าโจโฉตีค่าสุมาอี้ไว้สูงมาก และมองออกถึงความทะเยอทะยานของชายคนนี้ ว่าถ้ามีอำนาจทหารล่ะก็ จะเหมือนการติดปีกให้แก่จิ้งจอกโจโฉสิ้นลงในปี ค.ศ.220 บุตรชายคนโตโจผีขึ้นสืบทอดอำนาจต่อ และสถาปนาตัวเป็นฮ่องเต้แห่งราชวงศ์วุยฮั่น ส่วนสุมาอี้นั้นมีความสนิทสนมกับโจผีในฐานะที่ปรึกษาคนสนิทมาตั้งแต่สมัยก่อน จึงได้เป็นหนึ่งในคณะเสนาบดีที่คอยดูแลบ้านเมือง



โปรดติดตาม blog ต่อไปเร็วๆนี้


COMING SOON


boat freeman

วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553

สามก๊ก (ตอนที่2)

ท่ามกลางความวุ่นวายนี้




เฉาเชา(โจโฉ)

เฉาเชาหรือโจโฉซึ่งเคยประกาศตัวเป็นแนวร่วมกับอ้วนเสี้ยวเมื่อครั้งต่อต้านตั๋งโต๊ะนั้น หลังจากสยบกองกำลังโพกผ้าเหลืองกว่าสามแสนไว้ได้แล้ว ก็สั่งสมอำนาจขึ้นเป็นใหญ่ในดินแดนเหอหนัน ปีค.ศ. 196 บีบบังคับให้ฮั่นเสี้ยนตี้เสด็จย้ายที่ประทับไปยังเมืองสวี่ชางในเหอหนันแล้ว ก็เข้ากุมอำนาจสั่งการเหล่าขุนนางทั้งปวง และหันมาประจันหน้ากับฝ่ายอ้วนเสี้ยวที่เป็นใหญ่ในแถบเหอเป่ย เมื่อถึงปีค.ศ. 200 สองฝ่ายทำศึกตัดสินแพ้ชนะที่กวนตู้ โจโฉเป็นฝ่ายชนะเข้าครองที่ราบภาคกลางและภาคเหนือของจีนไว้ได้

โจโฉยกทัพ

เมื่อถึงปีค.ศ. 208 โจโฉกรีฑาทัพลงใต้ ปราบหลิวเปี่ยวที่ครองเมืองจิงโจวในขณะนั้น หลิวเป้ยหรือเล่าปี่ที่เป็นเชื้อพระวงศ์ของฮั่นอาศัยอยู่ด้วยหลิวเปี่ยวต้องอพยพลงใต้อีกครั้ง นำกำลังที่หลงเหลืออยู่น้อยนิดร่วมมือกับซุนเฉวียนหรือซุนกวนที่คุมอำนาจอยู่ในเจียงตง(ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำแยงซี) และแล้วด้วยปัญญาของจูเก๋อเลี่ยงหรือจูกัดเหลียง(ขงเบ้ง)ที่เป็นมันสมองฝ่ายเล่าปี่และกำลังทหารจากซุนกวนผนึกกำลังต้านทัพใหญ่ของโจโฉในการศึกที่ชื่อปี้ ผลคือโจโฉพ่ายแพ้ย่อยยับ จำต้องล่าทัพกลับไปภาคเหนือ ขณะที่เล่าปี่ฉวยโอกาสเข้ายึดจิงโจวกลับคืนมา อีกทั้งเข้ายึดเฉิงตูเป็นที่มั่น ก่อเกิดเป็นสภาพขุมกำหนดสามเส้าคานอำนาจกัน อันเป็นที่มาของยุคสมัยสามก๊ก

สภาพสามเส้าคานอำนาจเหนือใต้



เฉาผี่


โจโฉตั้งตัวเป็นวุ่ยอ๋อง ต่อมาปีค.ศ. 200 โจโฉสิ้นชีวิต เฉาผี่หรือโจผีผู้เป็นบุตรชายจึงบีบบังคับให้ฮั่นเสี้ยนตี้สละราชบัลลังก์ แล้วสถาปนารัฐวุ่ยขึ้น ในปีถัดมา เล่าปี่ก็ประกาศสถาปนาตั้งตนเป็นฮ่องเต้ที่เมืองเฉิงตู ใช้ชื่อรัฐฮั่น (โดยมากเรียกสูหรือสูฮั่น) ถึงปีค.ศ. 229 ซุนกวนหรืออู๋อ๋องก็ตั้งรัฐอู๋ ประกาศตนเป็นฮ่องเต้เช่นกัน ดังนั้นจึงเกิดเป็นขุมกำลังสามเส้า กล่าวคือ วุ่ยครอบครองดินแดนทางตอนเหนือ สูครองดินแดนภาคตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนอู๋ครองดินแดนตะวันออกเฉียงใต้ โดยสองแคว้นทางใต้ คือรัฐสูร่วมมือกับรัฐอู๋ต่อต้านรัฐวุ่ยทางภาคเหนือที่มีกำลังเข้มแข็งที่สุด




เป็นเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆ

ให้เพื่อนๆได้อ่านและศึกษากันนะครับ
แล้วคราวหน้าจะนำสามก๊กตอนที่ 3 มาให้ติดตามกันอีกนะครับ

boat freeman ครับ

วันพุธที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เกร็ดความรู้

สามก๊ก


เป็นยุคสมัยที่เกิดจากสภาพการคานอำนาจกันของกองกำลัง 3 ฝ่ายอันได้แก่ ก๊กวุ่ย ก๊กสู และก๊กอู๋ ที่ต่างก็แย่งชิงกันเป็นใหญ่ โดยช่วงปีค.ศ. 220 นั้นเป็นเวลาที่วุ่ยขึ้นครองอำนาจใหญ่แทนราชวงศ์ฮั่นตะวันออก และเมื่อถึงปีค.ศ. 280 ราชวงศ์จิ้น ปราบก๊กอู๋ได้สำเร็จรวมแผ่นดินจีนเข้าด้วยกันอีกครั้ง

ก่อนจะมาเป็นสามก๊ก






ปีค.ศ.189 ปลายยุคฮั่นตะวันออก ฮั่นหลิงตี้ เสด็จสวรรคต รัชทายาทหลิวเปี้ยนสืบทอดราชบัลลังก์ต่อมาเป็นฮั่นเส้าตี้ แต่พี่ชายของเหอไทเฮาคบคิดกับขุนนางฝ่ายกลาโหมหยวนเส้าหรืออ้วนเสี้ยว กวาดล้างขุนนางที่เป็นปฏิปักษ์ เป็นเหตุให้บ้านเมืองระส่ำระสายอย่างหนัก ต่งจัวหรือตั๋งโต๊ะ ที่เป็นขุนนางครองเมืองปิงโจวใช้สถานการณ์วุ่นวายดังกล่าว เป็นข้ออ้างยกกองกำลังเข้าลั่วหยังเพื่อให้ความช่วยเหลือ เมื่อกองทัพของตั๋งโต๊ะเข้าสู่ลั่วหยังแล้ว ก็ถอดถอนฮั่นเส้าตี้และสถาปนาหลิวเสีย ผู้เป็นน้องขึ้นเป็นฮ่องเต้ ทรงพระนามว่า ฮั่นเสี้ยนตี้ โดยตั๋งโต๊ะกุมอำนาจสั่งการไว้ในมือ เป็นเหตุให้ขุนนางเก่าที่ไม่เห็นด้วยลุกฮือขึ้นต่อต้าน เกิดเป็นสงครามภายในติดตามมา



ฝ่ายอ้วนเสี้ยวนั้น เมื่อตั๋งโต๊ะกรีฑาทัพเข้าลั่วหยัง ก็หลบหนีไปยังเมืองจี้โจว(ปัจจุบันอยู่ในมณฑลเหอเป่ยทางภาคเหนือของจีน) เรียกร้องให้บรรดาผู้ครองแคว้นรอบนอกรวมกำลังกันเพื่อปราบตั๋งโต๊ะ ซึ่งก็ได้รับเสียงสนับสนุนให้อ้วนเสี้ยวเป็นผู้นำ เมื่อถึงปีค.ศ. 190 ตั๋งโต๊ะบีบบังคับฮั่นเสี้ยนตี้เสด็จลี้ภัยไปยังนครฉางอัน ในขณะที่กองกำลังของตั๋งโต๊ะเต็มไปด้วยการแก่งแย่งอำนาจกัน อีก 3 ปีต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการทหาร (เป็นที่มาของตำนานการเสียสละของเตียวเสี้ยน หนึ่งในสี่หญิงงามแห่งยุคของจีน) ตั๋งโต๊ะถูกสังหาร บ้านเมืองจึงเกิดโกลาหลครั้งใหญ่


เป็นเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆ
คราวหน้าจะเอาตอนต่อไปมาให้ติดตามอีกนะครับ

boat freeman