วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

สุมาอี้ จงต๊ะ




“เล่าปี่ โจโฉ ซุนกวน ต่อสู้แย่งชิงกันมา สุดท้ายสุมาได้ครองแผ่นดิน”


คำๆนี้น่าจะเป็นบทสรุปของเรื่องสามก๊กได้ดีที่สุดล่ะมั้ง
เขาไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังมาจากไหนอย่างมังกรหลับขงเบ้ง แต่จู่ๆก็โผล่ขึ้นมากลายเป็นบุคคลที่ขงเบ้งไม่อาจจะเอาชนะได้จนกระทั่งตายลง






เรื่องสามก๊กเปิดฉากจากเล่าปี่ โจโฉ ภายหลังจึงมีซุนกวน และก็กลายเป็นการต่อสู้ของทั้งสามคน แต่สุดท้ายแผ่นดินจีนกลับไปตกเป็นของตัวละครตัวหนึ่งในเรื่องสามก๊กที่กว่าจะขึ้นมามีบทบาทอย่างจริงๆจังก็ช่วงที่แผ่นดินเริ่มแบ่งเป็นสามแล้ว ซึ่งตัวละครตัวนี้ตอนที่โผล่ขึ้นมาทีแรกยังเป็นเพียงแค่กุนซือธรรมดาๆที่ไม่ได้มีความสำคัญหรือตำแหน่งใหญ่โตอะไรในฝ่ายวุยก๊กของโจโฉ แต่ใครจะคาดคิดว่าภายหลังเขากลับสามารถโค่นล้มตระกูลโจ ปูทางให้ลูกหลานรวมแผ่นดินได้สำเร็จงั้นก็






ไปดูประวัติของจิ้งจอกเจ้าเล่ห์คนนี้กัน


สุมาอี้ หรือซือหม่าอี้ ชื่อรอง จงต๊ะ เกิดในปีค.ศ.179 เป็นบุตรชายคนรองของสุมาฮอง ผู้ว่าการแห่งนครหลวงลั่วหยางในตระกูลขุนนางชั้นสูงแห่งเฮอไนใน วัยเด็กเขาได้รับการศึกษา ร่ำเรียนสรรพวิชา หลักปรัชญาของขงจื๊อ เม่งจื๊อ เรียนหลักพิชัยสงคราม หลักการปกครอง และรำทวน ขี่ม้า ยิงธนู เรียกว่าได้เรียนทุกอย่างครบเครื่องตามแบบฉบับของบุตรที่เกิดจากตระกูลขุนนางเลยทีเดียว และจะว่าไปเขาก็มีพื้นเพการศึกษามาคล้ายๆกับโจโฉ สุมาอี้นับเป็นคนดังคนหนึ่งแห่งเฮอไน ด้วยความอัจฉริยะและความฉลาดหลักแหลมจนเป็นที่กล่าวขวัญ ประกอบกับตระกูลสุมาและโจโฉนั้นมีบุญคุณผูกพันกันอยู่เนื่องจากสุมาฮองบิดาของสุมาอี้นั้นเคยช่วยเหลือโจโฉในสมัยที่ยังรับราชการในเมืองหลวง ด้วยความสัมพันธ์เช่นนี้ทำให้โจโฉอยากได้สุมาอี้ตัวมารับใช้ แต่เขาไม่อยากไปอยู่กับโจโฉ ตามตำราและตามนิยายสามก๊กบรรยายในทำนองว่าสุมาอี้นั้นเกรงกลัวโจโฉจึงไม่อยากไปอยู่ด้วย บางเล่มก็ว่าเพราะโจโฉเป็นคนโฉด หรือไม่ก็เพราะสุมาอี้นั้นก็คิดการใหญ่ไว้เหมือนกัน




สุมาอี้แกล้งป่วยเพื่อบอกปัดไม่ไปอยู่กับโจโฉ แต่โจโฉขู่ว่าหากไม่มาจะจับฆ่าเสีย สุมาอี้จึงจำต้องเข้ารับราชการโจโฉเมื่อได้ตัวสุมาอี้มาแล้ว ก็ให้เขาเป็นเสนาธิการ ที่ปรึกษาด้านการทหาร แต่ก็น่าแปลกที่โจโฉไม่ค่อยจะเชื่อในคำแนะนำของสุมาอี้เท่าใดนัก ทั้งที่ๆความเห็นที่เขาเสนอต่อโจโฉนั้นค่อนข้างจะเฉียบขาดและยอดเยี่ยม ถ้ายังไงจะขอเก็บเอาเรื่องนี้ไว้พูดถึงในตอนหลังอีกทีตอนที่สุมาอี้มาอยู่กับโจโฉนั้นเป็นช่วงที่ดวงของยอดคนผู้นี้กำลังรุ่ง เขาทำสงครามปราบปรามอ้วนเสี้ยวทางภาคเหนือลงได้ ทำให้กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ควบคุมแผ่นดินภาคเหนือและกลางขอประเทศได้ทั้งหมด และเตรียมตัวจะทำการรุกลงใต้เพื่อรวมประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว








ช่วงปลายชีวิตของโจโฉนั้นเขาเคยพูดกับโจผีเกี่ยวกับสุมาอี้ในทำนองว่า อย่าให้เจ้านี่มันได้กุมอำนาจทหารเด็ดขาด แสดงว่าโจโฉตีค่าสุมาอี้ไว้สูงมาก และมองออกถึงความทะเยอทะยานของชายคนนี้ ว่าถ้ามีอำนาจทหารล่ะก็ จะเหมือนการติดปีกให้แก่จิ้งจอกโจโฉสิ้นลงในปี ค.ศ.220 บุตรชายคนโตโจผีขึ้นสืบทอดอำนาจต่อ และสถาปนาตัวเป็นฮ่องเต้แห่งราชวงศ์วุยฮั่น ส่วนสุมาอี้นั้นมีความสนิทสนมกับโจผีในฐานะที่ปรึกษาคนสนิทมาตั้งแต่สมัยก่อน จึงได้เป็นหนึ่งในคณะเสนาบดีที่คอยดูแลบ้านเมือง



โปรดติดตาม blog ต่อไปเร็วๆนี้


COMING SOON


boat freeman

13 ความคิดเห็น:

  1. เข้าข่ายที่ว่าตาอินทร์กับตานา
    ที่ช่วยกันหาปลา
    แล้วต่อมาปลาหายาก
    เลยล่องเรือไปหาตาอยู่
    สุดท้ายเรือล้ม
    จึงเข้าสุภาษิตที่ว่า
    เรือล้มในหนองทองจะไปไหน.....

    ตอบลบ
  2. อ่านไปก็งงไปเอาหลายเรื่องมาผูกกันแต่ก็ดีนะ

    ตอบลบ
  3. โอ้โฮ้ ! ไงมาแนวนี้แนวนี้เลยหรอ
    น่าจะไปทำสารคดนะ เข้ากันดี อิอิ

    ตอบลบ
  4. ประวัติศาสตร์แน่นจริงนะ

    ตอบลบ
  5. เอ๊ะ เค้าว่าคนอ่านสามก๊กจบ คบไม่ได้ จริงป่ะ คิกๆๆๆๆๆ เออว่าแต่ว่า สุมาอี้นี่มีญาติอยู่แถวเชียงใหม่ป่ะ เห็นคนเจียงใหม่ชอบอู้บ่อยๆ ว่าสุมาเต๊อะ เจ้าๆๆ ฮะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

    ตอบลบ
  6. จึงเกิดสำนวนที่ว่า "ขงเบ้งว่าแน่...ยังแพ้สุมาอี้"
    ซึ่งมีความหมายว่า เหนือฟ้า...ยังมีฟ้า (เหนือปลาร้า..ยังมีหนอน)
    ฮิ ฮิ

    ตอบลบ
  7. ไม่ระบุชื่อ16 กรกฎาคม 2553 เวลา 23:18

    ก็ดี อิงประวัติศาสตร์ สามก๊ก ครับ

    ตอบลบ
  8. ดีใจนะที่ย้อนเอาความรู้ตั้งมัธยมมาใช้ประโยชน์น่ะ

    ตอบลบ
  9. เขาต่อสู้กันแทบตาย.....อยากนี้เรียกชุปมือเปิปหรือเปล่าเนี้ย

    ตอบลบ
  10. สุดยอดเนื้อหาดี
    รูปสวย
    มีประโยชน์

    ตอบลบ
  11. รูปหล่อมากเลย(สุมาอี้นะ)

    ตอบลบ